แนวข้อสอบ คำศัพท์วิทยาศาสตร์ ศัพท์ฟิสิกส์

 physics (ฟิสิกส์) ศาสตร์ที่มุ่งทำความเข้าใจทุกสิ่งตั้งแต่ระดับเล็กกว่าอะตอมไปจนถึงเอกภพ

quantum (ฟิสิกส์ควอนตัม) ฟิสิกส์ของวัตถุขนาดเล็กระดับอะตอมและปรากฎการณ์ระดับอะตอม เช่น การแผ่รังสี

atom (อะตอม) ชิ้นส่วนเล็กๆที่รวมกันเป็นสสาร อะตอมมีนิวเคลียสอยู่ตรงกลางและล้อมรอบด้วยอิเล็กตรอนหนึ่งตัวหรือมากกว่านั้น

particle (อนุภาค) ในฟิสิกส์ใช้เรียกสิ่งที่่ขนาดเล็กกว่าอะตอมมากๆ อนุภาคบางชนิดก็เป็นส่วนประกอบของอะตอม เช่น โปรตอน นิวตรอน

subatomic particle (อนุภาคย่อยของอะตอม) ใช้เรียกอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม เช่น โปรตอน อิเล็กตรอน หรืออนุภาคที่เล็กกว่านั้นคือควาร์ก

nucleus (นิวเคลียส) คือศูนย์กลางของอะตอมเกิดจากโปรตรอนและนิวตรอน มวลของนิวเคลียสถือเป็นมวลส่วนใหญ่ของอะตอม

electron (อิเล็กตรอน) หนึ่งในสามอนุภาคหลักของอะตอม มีประจุไฟฟ้าลบ

protron (โปรตรอน) หนึ่งในสองอนุภาคในนิวเคลียส มีประจุไฟฟ้าบวก

neutron (นิวตรอน) หนึ่งในสองอนุภาคหลักในนิวเคลียสไม่มีประจุไฟฟ้า

photon (โฟตอน) อนุภาคของแสงหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อมองว่าคลื่นก็ประพฤติตัวเป็นอนุภาคด้วย

radioactive (กัมมันตรังสี) คืออนุภาคความเร็วสูงหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกมาจากอะตอมเมื่อเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์จนอะตอมอยู่ในภาวะไม่เสถียร

wave (คลื่น) คือกระบวนการในการถ่ายเทพลังงานจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งหรือเป็นการถ่ายเทพลังงานจากแหล่งกำเนิดออกไปยังบริเวณโดยรอบ

wavelength (ความยาวคลื่น) คือระยะห่างระหว่างยอดคลื่นหนึ่งถึงอีกยอดคลื่นหนึ่ง

velocity (ความเร็วคลื่น) คือระยะทางที่คลื่นเคลื่อนที่ในหนึ่งวินาที

frequency (ความถี่) คือจำนวนคลื่นที่ผ่านไปในหนึ่งวินาที

electromagnetic wave (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) คือรูปแบบของพลังงานที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงและมีสมบัติที่เป็นได้ทั้งคลื่นหรืออนุภาค เป็นคลื่นที่ไม่อาศัยตัวกลางในการถ่ายเทพลังงาน

radio wave (คลื่นวิทยุ) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูง ซึ่งมีคุณสมบัติกระจายไปได้เป็นระยะทางไกล ด้วยความเร็วเท่ากับแสงคือ 300 ล้านเมตรต่อวินาที

microwave (ไมโครเวฟ) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยามคลื่นมากกว่ารังสีอินฟราเรด แต่สั้นกว่าคลื่นวิทยุส่วนใหญ่

Gamma rays (รังสีแกมมา) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งซึ่งมีความยาวคลื่นสั้น สารกัมมันตรังสีสามารถแผ่รังสีแกมมาได้

Infrared ray (รังสีอินฟาเรด) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นมากกว่าคลื่นแสง สิ่งที่มาพร้อมกับรังสีอินฟาเรดก็คือความร้อน

X-rays (รังสีเอกซ์) คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความยาวคลื่นอยู่ระหว่างรังสีแกมมาและรังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ทะลุผ่านส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ ยกเว้นกระดูกและฟัน

ultraviolet (แสงอัลตราไวโอเลต) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าคลื่นแสง

light (แสง) คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เรามองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แสงสีขาวเกิดจาการผสมกันของแสงทุกๆ สีที่เราเห็นในรุ้ง

reflection (การสะท้อน) คือการที่แสงเคลื่อนที่ไปตกกระทบกับสิ่งกีดขวางหรือรอยต่อระหว่างตัวกลางแล้วเปลี่ยนทิศสะท้อนกลับ มาในตัวกลางเดิม

refraction (การหักเห) คือการเลี้ยวเบนของลำแสงเมื่อผ่านตัวกลางต่างชนิดกัน เช่น อากาศไปสู่น้ำ

index of refraction (ดรรชนีหักเห) คืออัตราส่วนระหว่างอัตราเร็วของแสงในสุญญากาศกับอัตราเร็วของแสงในตัวกลางใดๆ

spectrum (สเปกตรัม) การจัดลำดับของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เรียงตามความยาวคลื่นจากสั้นที่สุดไปยาวที่สุด สีของรุ้งในสเปกตรัมก็คือสีของคลื่นแสงที่ตามองเห็น

sound (เสียง) การสั่นของโมเลกุล แผ่ออกจากจุดกำเนิดในรูปคลื่นผ่านออกหรือตัวกลาง ชนิดอื่น ๆ

infrasound (อินฟราซาวด์) คือเสียงที่มีความถี่ต่ำกว่า 20 เฮิรตซ์

ultrasound (อัลตราซาวน์) คือเสียงที่มีความถี่มากกว่า 20000 เฮิรตซ์

interference (การแทรกสอด) คืิอการรบกวนที่เกิดขึ้นเมื่อคลื่น 2 ชุดหรือมากกว่านั้น (เช่นคลื่นแสงหรือคลื่นเสียง) เคลื่อนชนกัน

heat (ความร้อน) คือพลังงานรูปหนึ่งที่สะสมอยู่ในรูปพลังงานจลน์ของโมเลกุลของวัตถุ

conduction (การนำความร้อน) คือการถ่ายเทความร้อนผ่านตัวกลาง โดยตัวกลางไม่เคลื่อนที่ ตัวกลางจึงมักเป็นของแข็ง

convection (การพาความร้อน) คือการถ่ายเทความร้อนผ่านของไหล (ของเหลวหรือก๊าซ) โดยของไหลมีการเคลื่อนที่ไปด้วย

radiation (การแผ่รังสีความร้อน) คือการถ่ายโอนพลังงานในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เช่น แสง) รังสีชนิดต่าง ๆ ที่ออกมาจากสารกัมมันตรังสีก็เกิดจากการแผ่รังสีเช่นกัน

temperature (อุณหภูมิ) ระดับความร้อนหรือเย็นของวัตถุ

freezing point (จุดเยือกแข็ง) คืออุณหภูมิที่ของเหลวเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง

boiling point (จุดเดือด) คืออุณหภูมิขณะที่ความดันสูงสุดของไอของของเหลวเท่ากับความกดของบรรยากาศ ณ อุณหภูมินี้ของเหลวจะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นไอได้ทั่วทั้งก้อน

melting point (จุดหลอมเหลว) คืออุณหภูมิที่ของแข็งเปลี่ยนสถานะกลายเป็นของเหลว

matter (สสาร) สิ่งใดก็ตามที่มีมวลและต้องการที่อยู่

molecule (โมเลกุล) สสารที่ประกอบขึ้นจากอะตอมสองตัวขึ้นไปที่ยึดกันอย่างแข็งแรง

solid (ของแข็ง) สถานะของสสาร มีการจัดเรียงตัวของอนุภาคองค์ประกอบใกล้ชิดกัน แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคมีค่ามาก อนุภาคของแข็งจึงเคลื่อนที่ไม่ได้ แต่จะสั่นไปมาได้เล็กน้อย เนื่องจากมีช่องว่างระหว่างโมเลกุลน้อยมาก

liquid (ของเหลว) คือสถานะของสสารที่อยู่ระหว่างของแข็งกับก๊าซ โมเลกุลเคลื่อนที่ได้แต่ยังคงมีแรงดึงดูดระหว่างกัน

gas (ก๊าซ) คือสถานะของสสาร แต่ละโมเลกุลอยู่ห่างกันมากและเคลื่อนที่อย่างอิสระ

fluid (ของไหล) คือสสารที่ไหลได้ ของเหลวและก๊าซต่างก็เป็นของไหล

evaporation (การระเหย) คือการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารจากของเหลวเป็นก๊าซ

sublimation หรือ primary drying (การระเหิด) คือเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารจากของแข็งกลายเป็นไอหรือก๊าซ ที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดหลอมเหลว โดยไม่ผ่านสถานะของเหลว

electricity (ไฟฟ้า) ผลที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้า

electric current (กระแสไฟฟ้า) คือการไหลของประจุไฟฟ้าผ่านตัวนำจนครบวงจร

charge (ประจุไฟฟ้า) คือปริมาณที่ทำให้วัตถุรู้สึกได้ถึงแรงทางไฟฟ้า มี 2 ชนิด คือ ประจุไฟฟ้าลบและบวก

electrical circuit (วงจรไฟฟ้า) คือเส้นทางที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน

series circuit (การต่อวงจรแบบอนุกรม) กระแสไฟฟ้าจะไม่แยกไหล กระแสไฟฟ้าเท่ากันตลอด

parallel circuit (การต่อวงจรแบบขนาน) กระแสไฟฟ้าแยกไหล

resistor (ตัวต้านทาน) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้า เพื่อควบคุมกระแสและแรงดันภายในวงจรให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ

conductor (ตัวนำ) คือสิ่งที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ดี มีความต้านทานน้อย

insulator (ฉนวน) คือสิ่งที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน มีความต้านทานมาก

force (แรง) คือปริมาณเวกเตอร์ที่ประกอบด้วยขนาดและทิศทาง แรงจะทำให้ความเร็ว ทิศทาง หรือรูปร่างของวัตถุเปลี่ยน

gravitational force (แรงโน้มถ่วง) เช่นแรงดึงดูดของโลก มีเฉพาะแรงดูดเท่านั้น เป็นแรงดึงดูดระหว่างมวลทั้งหลายเข้าด้วยกัน

magnetic force (แรงแม่เหล็ก) เป็นแรงดูดและแรงผลักระหว่างขั้วแม่เหล็ก

magnetism (ความเป็นแม่เหล็ก) คือสมบัติหนึ่งของสสาร โดยเฉพาะโลหะในการดึงดูดหรือผลักโลหะอีกอัน

magnetic field (สนามแม่เหล็ก) อาณาบริเวณรอบๆ สารแม่เหล็กที่แรงแม่เหล็กส่งไปถึงได้

electric force (แรงไฟฟ้า) เป็นแรงดูดและแรงผลักระหว่างประจุไฟฟ้าบวกและประจุไฟฟ้าลบ

electric field (สนามไฟฟ้า) บริเวณโดยรอบประจุไฟฟ้า ซึ่งประจุไฟฟ้าสามารถส่งอำนาจไปถึง

nuclear force (แรงนิวเคลียร์) เป็นแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคต่างๆภายในนิวเคลียสของอะตอม

resultance force (แรงลัพธ์) คือผลรวมของแรงหลายแรงที่มากระทำต่อวัตถุในระนาบเดียวกันก็เปรียบเสมือนมีแรงเพียงแรงเดียวกระทำต่อวัตถุนั้นเอง

mass (มวล) เป็นปริมาณสเกลาร์ ในระบบเอสไอใช้หน่วยฐานของมวลเป็นกิโลกรัม เป็นสมบัติทางความเฉื่อยต่อการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุ

weight (น้ำหนัก) เป็นแรงจึงเป็นปริมาณเวกเตอร์ ซึ่งมีทิศเดียวกับความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วง มีหน่วยเป็นนิวตัน

distance (ระยะทาง) คือ ความยาวตามเส้นทางที่วัตถุเคลื่อนที่ไปได้ทั้งหมด เป็นปริมาณสเกลาร์ 

displacement (การกระจัด) คือ เส้นตรงที่เชื่อมโยงระหว่างจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายของการเคลื่อนที่ เป็นปริมาณเวกเตอร์

speed (อัตราเร็ว) คือระยะทางที่เคลื่อนที่ได้ในหนึ่งหน่วยเวลา

velocity (ความเร็ว) คือการกระจัดที่เปลี่ยนแปลงไปในหนึ่งหน่วยเวลา

acceleration (ความเร่ง) คือความเร็วที่เปลี่ยนแปลงไปในหนึ่งหน่วยเวลา ซึ่งอาจจะคงที่หรือไม่คงที่ก็ได้

ticker timer (เครื่องเคาะสัญญาณเวลา) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้หาอัตราเร็วของวัตถุที่เคลื่อนที่ในระยะเวลาสั้นๆ

inertia (ความเฉื่อย) สมบัติของวัตถุที่พยายามรักษาสถานะการเคลื่อนที่ไว้

drag (แรงต้าน) แรงต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุเคลื่อนที่ผ่านก๊าซหรือของเหลว

lift (แรงยก) แรงยกวัตถุที่เกิดขึ้นเมื่อเคลื่อนที่ผ่านของไหล เช่น แรงยกที่ปีกเครื่องบิน

action force (แรงกิริยา) คือแรงใดๆที่กระทำต่อวัตถุที่จุดใดจุดหนึ่ง

reaction force (แรงปฏิกิริยา) คือแรงที่กระทำตอบโต้ต่อแรงกิริยาที่จุดเดียวกันโดยมีขนาดเท่ากับแรงกิริยา แต่มีทิศทางตรงข้าม

friction (แรงเสียดทาน) เป็นแรงต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุเมื่อวัตถุมีพื้นผิวสัมผัสกันโดยมีทิศตรงข้ามกับทิศการเคลื่อนที่ของวัตถุ

static friction (แรงเสียดทานสถิต) เป็นแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นขณะวัตถุยังไม่เคลื่อนที่

kinetic friction (แรงเสียดทานจลน์) เป็นแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นขณะวัตถุเลื่อนที่

center of mass (จุดศูนย์กลางมวล) คือจุดที่เสมือนเป็นที่รวมมวลของวัตถุทั้งก้อน

centre of gravity (จุดศูนย์กลางโน้มถ่วง) หรือจุดศูนย์ถ่วง คือจุดที่เสมือนเป็นที่รวมน้ำหนักของวัตถุทั้งก้อน

montion in a circle (การเคลื่อนที่แบบวงกลม) วัตถุที่เคลื่อนที่เป็นวงกลม บนระนาบใดๆ อัตราเร็วขณะใดขณะหนึ่งของวัตถุจะคงที่หรือไม่ก็ได้ แต่ความเร็วของวัตถุไม่คงที่แน่นอน

projectile (การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์) การเคลื่อนที่ของวัตถุที่เคลื่อนที่ในแนวราบและแนวดิ่งพร้อมๆกันจนเกิดเป็นเส้นโค้งรูปพาราโบลา

energy (พลังงาน) คือความสามารถในการทำงาน

machanical energy (พลังงานกล) คือพลังงานที่เกี่ยวข้องกับวัตถุ ที่กำลังเคลื่อนที่หรือพร้อมที่จะเคลื่อนที่แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ พลังงานจลน์และพลังงานศักย์

kinetic energy (พลังงานจลน์) เป็นพลังงานที่เกิดขึ้นเมื่อวัตถุเคลื่อนที่

potential energy (พลังงานศักย์) เป็นพลังงานที่ถูกเก็บสะสมไว้ในวัตถุเมื่อวัตถุมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง แบ่งเป็น 2 แบบคือ พลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงานศักย์ยืดหยุ่น

power (กำลัง) งานที่ทำได้ในหนึ่งหน่วยเวลา

momentum (โมเมนตัม) เป็นปริมาณเวกเตอร์ที่บอกสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ

moment (โมเมนต์) ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุเพื่อให้วัตถุหมุนไปรอบจุดหมุน โมเมนต์มี 2 ชนิดคือ โมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกาและโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา

lever (คาน) คือเครื่องกลชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือการทำงานหรืออำนวยความสะดวกในการทำงาน

pulley (รอก) คือเครื่องกลชนิดหนึ่งซึ่งอาจช่วนผ่อนแรงหรือไม่ผ่อนแรงแต่อำนวยความสะดวก

mass density (ความหนาแน่น) คืออัตราส่วนระหว่างมวลของสารต่อปริมาตรของสาร

buayancy force (แรงลอยตัว) คือแรงที่ของเหลวพยุงวัตถุไว้ เมื่อวัตถุนั้นอยู่ในของเหลว

specific gravity (ความถ่วงจำเพาะ) อัตราส่วนระหว่างมวลหรือน้ำหนักของสารเทียบกับมวลหรือน้ำหนักของน้ำ หรืออัตราส่วนของความหนาแน่นของสารเทียบกับความหนาแน่นของน้ำ

atmosphere (บรรยากาศ) อากาศที่ห่อหุ้มโลกอยู่โดยรอบ หนาไม่เกิน 1000 กิโลเมตรจากผิวโลก

pressure (ความดันอากาศ) แรงดันของอากาศต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่

work (งาน) คือการวัดปริมาณพลังงานที่ใช้มีค่าเท่ากับแรงที่ใช้คูณระยะทางที่ออกแรง

ข้อสอบคำศัพท์ฟิสิกส์ (Physics terminology)

 1. atom มีความหมายว่าอย่างไร

ก. ชิ้นส่วนเล็กๆที่รวมกันเป็นสสาร มีนิวเคลียสอยู่ตรงกลางและล้อมรอบด้วยอิเล็กตรอนหนึ่งตัวหรือมากกว่านั้น
ข. หนึ่งในสองอนุภาคในนิวเคลียส มีประจุไฟฟ้าบวก
ค. หนึ่งในสองอนุภาคหลักในนิวเคลียสไม่มีประจุไฟฟ้า
ง. จำนวนคลื่นที่ผ่านไปในหนึ่งวินาที

2. particle มีความหมายว่าอย่างไร
ก. ชิ้นส่วนเล็กๆที่รวมกันเป็นสสาร นิวเคลียสอยู่ตรงกลางและล้อมรอบด้วยอิเล็กตรอนหนึ่งตัวหรือมากกว่านั้น
ข. ศูนย์กลางของอะตอมเกิดจากโปรตรอนและนิวตรอน
ค. สิ่งที่ขนาดเล็กกว่าอะตอมมากๆ บางชนิดก็เป็นส่วนประกอบของอะตอม เช่น โปรตอน นิวตรอน
ง. ระยะห่างระหว่างยอดคลื่นหนึ่งถึงอีกยอดคลื่นหนึ่ง

3. nucleus มีความหมายว่าอย่างไร
ก. หนึ่งในสองอนุภาคในนิวเคลียส มีประจุไฟฟ้าบวก
ข. การเลี้ยวเบนของลำแสงเมื่อผ่านตัวกลางต่างชนิดกัน
ค. อัตราส่วนระหว่างอัตราเร็วของแสงในสุญญากาศกับอัตราเร็วของแสงในตัวกลางใดๆ
ง. ศูนย์กลางของอะตอมเกิดจากโปรตรอนและนิวตรอน มวลของนิวเคลียสถือเป็นมวลส่วนใหญ่ของอะตอม

4. electron มีความหมายว่าอย่างไร
ก. หนึ่งในสองอนุภาคหลักในนิวเคลียสไม่มีประจุไฟฟ้า
ข. หนึ่งในสามอนุภาคหลักของอะตอม มีประจุไฟฟ้าลบ
ค. หนึ่งในสองอนุภาคในนิวเคลียส มีประจุไฟฟ้าบวก
ง. ระยะทางที่คลื่นเคลื่อนที่ในหนึ่งวินาที

5. protron มีความหมายว่าอย่างไร
ก. หนึ่งในสองอนุภาคหลักในนิวเคลียสไม่มีประจุไฟฟ้า
ข. หนึ่งในสองอนุภาคในนิวเคลียส มีประจุไฟฟ้าบวก
ค. หนึ่งในสามอนุภาคหลักของอะตอม มีประจุไฟฟ้าลบ
ง. การถ่ายเทความร้อนผ่านของไหล (ของเหลวหรือก๊าซ) โดยของไหลมีการเคลื่อนที่ไปด้วย

6. neutron มีความหมายว่าอย่างไร
ก. ระยะทางที่เคลื่อนที่ได้ในหนึ่งหน่วยเวลา
ข. การกระจัดที่เปลี่ยนแปลงไปในหนึ่งหน่วยเวลา
ค. หนึ่งในสองอนุภาคหลักในนิวเคลียสไม่มีประจุไฟฟ้า
ง. จำนวนคลื่นที่ผ่านไปในหนึ่งวินาที

7. photon มีความหมายว่าอย่างไร
ก. อนุภาคของแสงหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อมองว่าคลื่นก็ประพฤติตัวเป็นอนุภาคด้วย
ข. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความยาวคลื่นอยู่ระหว่างรังสีแกมมาและรังสีอัลตราไวโอเลต
ค. อัตราส่วนระหว่างอัตราเร็วของแสงในสุญญากาศกับอัตราเร็วของแสงในตัวกลางใดๆ
ง. การเลี้ยวเบนของลำแสงเมื่อผ่านตัวกลางต่างชนิดกัน

8. electric current มีความหมายว่าอย่างไร
ก. ผลที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้า
ข. เส้นทางที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน
ค. การไหลของประจุไฟฟ้าผ่านตัวนำจนครบวงจร
ง. กระแสไฟฟ้าแยกไหล

9. matter มีความหมายว่าอย่างไร
ก. อุณหภูมิที่ของแข็งเปลี่ยนสถานะกลายเป็นของเหลว
ข. ผลที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้า
ค. สสารที่ประกอบขึ้นจากอะตอมสองตัวขึ้นไปที่ยึดกันอย่างแข็งแรง
ง. สิ่งใดก็ตามที่มีมวลและต้องการที่อยู่

10. static friction มีความหมายว่าอย่างไร
ก. แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นขณะวัตถุยังไม่เคลื่อนที่
ข. แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นขณะวัตถุเลื่อนที่
ค. แรงต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุเมื่อวัตถุมีพื้นผิวสัมผัสกันโดยมีทิศตรงข้ามกับทิศการเคลื่อนที่ของวัตถุ
ง. ความสามารถในการทำงาน

รวมศัพท์หมวดวิทยาศาสตร์ 30 คำ

 30 คำศัพท์เพื่อสอบ GED วิชา Science

Process กระบวนการ, ขั้นตอน

Embryo ตัวอ่อนของคน, สัตว์

Constant ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา, ที่ไม่เปลี่ยนแปลง

Conceive ตั้งครรภ์

Transplant ปลูกถ่ายอวัยวะ เนื้อเยื่อ ฯลฯ

Amoeba อะมีบา

Stimuli สิ่งกระตุ้น

Germinate เพาะตัว, ออกหน่อ

Acid กรด

Anti ต่อต้าน

Parasite ปรสิต

Host สัตว์หรือพืชที่เป็นที่อาศัยของปรสิต

Generalization หลักการหรือกฎเกณฑ์ทั่วไป

Phenomenon ปรากฏการณ์

Peak จุดสูงสุด

Rapid รวดเร็ว

Synthetic เกิดจากการสังเคราะห์

Decompose ทำให้แยกออกเป็นส่วนๆ, ทำให้เน่าเปื่อย

Sufficient พอเพียง

Deficiency ความขาดแคลน

Conserve ทำให้ปลอดภัย, เก็บรักษา

Susceptible   อ่อนไหวง่าย, รับความรู้สึกไว

Pseudo เทียม, ปลอม

Involuntary ไม่ได้ตั้งใจ

Excretion ของเสียที่ร่างกายขับถ่ายออกมา

Adaptations การปรับตัว

Carnivore สัตว์กินเนื้อ

Herbivore สัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร

Omnivore คนหรือสัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร

Saprophyte สิ่งมีชีวิตที่กินของเน่าเปื่อย

Hypothesis สมมุติฐาน

แนวข้อสอบ สอบบรรจุครูผู้ช่วย ข้อสอบครูผู้ช่วย เก็งข้อสอบ มองมุมกว้าง รอบรู้ ครูผู้ช่วย

1. Triple Three Model เกี่ยวข้องกับเรื่องใดมากที่สุด

ก.เรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ

ข.สถานศึกษา

ค.การมีส่วนร่วม

ง.เทคโนโลยีสารสนเทศ

2. จาก 333 , ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับ 3 ตัวแรก

ก.ระดับจังหวัด                  ข.ระดับอำเภอ

ค.ระดับกลุ่มจังหวัด          ง.ระดับชาติ

3. ppp คืออะไรตามนโยบายรัฐมนตรี ชินวรณ์ บุณยเกียรติ

ก.บริษัท               ข.หุ้นส่วน

ค.ส่วนร่วม          ง.ความร่วมมือ

4. ครูมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาใด ไม่ขาดแคลน

ก.คณิตศาสตร์     ข.ฟิสิกส์

ค.เคมี                    ง.ภาษาไทย

5. ยุทธศาสตร์พัฒนาเด็กปฐมวัย มีระยะเวลาตามข้อใด

ก.พ.ศ.2553 – 2562           ข.พ.ศ.2552 - 2561

ค.พ.ศ.2551 – 2560           ง.พ.ศ.2550 - 2559

6. Road map กระทรวงศึกษาธิการมีกี่แผนงานหลัก

ก.2         ข.3         ค.4         ง.5

 

7. ข้อใด ไม่ใช่ Road map ของกระทรวงศึกษาธิการ

ก.คน                     ข.ครู

ค.สถานศึกษา     ง.การมีส่วนร่วม

8. ยุทธศาสตร์ในข้อใด เกี่ยวข้องกับ Road map การพัฒนาสถานศึกษายุคใหม่

ก.222     ข.333     ค.777     ง.ppp

9. การปฏิรูปการศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา มีการพัฒนายึดหลัก 3N ข้อใดไม่เกี่ยวข้อง

ก.Ned Net           ข.NEIS

ค.NLC                 ง.NTF

10. ปี 2554 เป็นปีแห่งการเน้นการจัดการเรื่องคุณภาพการศึกษาทุกข้อ ยกเว้นข้อใด

ก.การใช้หลักสูตร

ข.การจัดกระบวนการเรียนรู้

ค.การวัดและประเมินผล

ง.ผลลัพธ์

 

 

11. เกณฑ์การประเมิน สมศ. รอบ 3 (พ.ศ.2554-2558) มีกี่ตัวบ่งชี้

ก.9         ข.10       ค.11       ง.12

12. ข้อใด ไม่ใช่ ตัวบ่งชี้ตามเกณฑ์การประเมินของ สมศ.รอบ 3

ก.ตัวบ่งชี้พื้นฐาน             

ข.ตัวบ่งชี้อัตลักษณ์

ค.ตัวบ่งชี้มาตรการส่งเสริม

ง.ตัวบ่งชี้การบริหารจัดการ


เฉลย ข้อสอบออนไลน์ ความรอบรู้ ชุด 122 333 777 ppp 3 N 6 เดือน 6 คุณภาพ ประเมินรอบ 3 สมศ.

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

 

 

 

 

 

แนวข้อสอบวัดแววความเป็นครู สำหรับนักเรียนที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย

 1. พฤติกรรมที่เป็นปัญหาของนักเรียนเกิดจากสาเหตุใด? *

1 คะแนน

ก.ไม่ได้เรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง

ข.มีพ่อแม่คอยเคี่ยวเข็ญ

ค.สิ่งแวดล้อมชักจูง

ง.มีจริยธรรมต่ำ

2. คุณธรรมสำหรับครูคือข้อใด? *

1 คะแนน

ก. คุณงามความดีของคนที่เป็นครู

ข. มีพฤติกรรมที่ดีเป็นที่ยอมรับของสังคม

ค. มีความเสียสละมีความยุติธรรม

ง. ถูกทุกข้อ

3. จริยธรรม หมายถึงข้อใด? *

1 คะแนน

ก. ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ

ข. คำสั่งสอน

ค. หลักปฏิบัติในทางศาสนา

ง. ไม่มีข้อถูก

4.ครูสมพวง สอนลูกศิษย์เข้าใจตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้และสอบด้วยความสนุกสนานแสดงว่าครูสมศรีมีคุณธรรมของกัลยาณมิตร ในข้อใด? *

1 คะแนน

ก. ครู

ข. ภาวณีโย

ค. วัตตา

ง. วจนขโม

5.คุณธรรมของครูสังเกตได้จากอะไร?

1 คะแนน

ก. การมีเหตุผล

ข. การประพฤติปฏิบัติ

ค. การยอมารับของสังคม

ง. การยกย่องสรรเสริญ

6.ครูปราณี จูงแขนคนแก่ข้ามถนนแสดงว่ามีคุณธรรมตามข้อใด? *

1 คะแนน

ก. เมตตา

ข. กรุณา

ค. มุทิตา

ง. อุเบกขา

7.ครูวิไลกำลังจะลงโทษนักเรียนที่ทำแบบฝึกหัดไม่ได้ แต่คิดได้ว่ายังไม่สมควรลงโทษ แสดงว่าครูวิไลมีคุณธรรมข้อใด? *

1 คะแนน

ก. สัจจะ

ข. ทมะ

ค. ขันติ

ง. จาคะ

8.ผู้อำนวยการสถานศึกษา พิจารณาความดีความชอบกรณีพิเศษให้ครูสมยศ เพราะไม่ชอบที่ครูสมยศชอบแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม แสดงว่าผู้บริหารสถานศึกษามีความลำเอียงในข้อใด? *

1 คะแนน

ก. ฉันทาคติ

ข. โทสาคติ

ค. โมหารคติ

ง. ภยาคติ

9.ครูวิภาให้การดูแลเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างดี แสดงว่าปฏิบัติตามหลักธรรมข้อใด? *

1 คะแนน

ก. ปุริสถิมทิส

ข. อุตตรทิส

ค. อุปริมทิส

ง. ปัจฉิมทิส

10.ครูวินัย ประพฤติตนเป็นตนแบบอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์ แสดงว่าปฏิบัติตามหลักธรรมข้อใด? *

1 คะแนน

ก. นิคคัณเห-นิคคคัณหารหัง

ข. ปัคคัณเห-ปัคคัณหารหัง

ค. ทิฏฐานุคติ

ง. ไม่มีข้อถูก



เฉลย  คลิ๊กเลย 

ง.มีจริยธรรมต่ำ

ง. ถูกทุกข้อ

ก. ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ

ค. วัตตา

ข. การประพฤติปฏิบัติ

ข. กรุณา

ข. ทมะ

ข. โทสาคติ

ข. อุตตรทิส

ค. ทิฏฐานุคติ


แบบทดสอบ กล้องโทรทรรศน์


คำชี้แจง  จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว

1.  กล้องโทรทรรศน์ผลิดขึ้นในปี พ.ศ.ใด

 ก. พ.ศ.2184
 ข. พ.ศ.2248
 ค. พ.ศ.2284
 ง. พ.ศ.2148
 จ. พ.ศ.2150

2. ประเทศใดส่งดาวเทียมสปุตนิกดวงที่ 1 ในปี 2500 ได้สำเร็จ

 ก. จีน
 ข. อังกฤษ
 ค. เยอรมัน
 ง. สหรัฐอเมริกา
 จ. สหภาพโซเวียต

3. ประเทศใดส่งดาวเทียมเอ็กซ์พลอเรอร์เข้าสู่วงโคจรของโลกในปี พ.ศ.2501

 ก. สวีเดน
 ข.สหรัฐอเมริกา
 ค.เยอรมัน
 ง.อังกฤษ
 จ. สหภาพโซเวียต

4. กล้องโทรทรรศน์คืออะไร
 ก. อุปกรณ์ที่ใช้ในการเดินทางในป่า
 ข. อุปกรณ์ที่ใช้ในการเดินเรือสมัยก่อน
 ค. อุปกรณ์ที่ช่วยในย่อภาพวัตถุในท้องฟ้า
 ง. อุปกรณ์ที่ช่วยในการถ่ายภาพเคลื่อนไหว
 จ. อุปกรณ์ที่ช่วยในขยายภาพวัตถุในท้องฟ้า

5.  กล้องโทรทรรศน์ประเภทหักเหแสงใช้หลักการอย่างไร
 ก. ใช้หลักการหักเหแสงผ่านกล้องจุลทรรศน์
 ข. ใช้หลักการหักเหของแสงผ่านเลนส์นูน 2 ชุด
 ค. ใช้หลักการสะท้อนแสงผ่านเลนส์นูน 1ชุด
 ง.ใช้หลักการหักเหของแสงผ่านเลนส์เว้า 2 ชุด
   จ. ใช้หลักการสะท้อนแสงผ่านเลนส์เว้า 1ชุด

6. ข้อใดเป็นประโยชน์ของกล้องโทรทรรศน์ที่ถูกต้องที่สุดิ
 ก. ช่วยให้เห็นวัตถุที่อยู่ไกลให้มีขนาดใหญ่ขึ้น
 ข. ช่วยในการค้นหาสิ่งของที่มองไม่เห็น
 ค.ช่วยให้สามารถเห็นวัตถุที่อยู่ใกล้ได้อย่างชัดเจน
 ง. ช่วยในการถ่ายภาพที่เล็กๆ
 จ.ช่วยในการทำงานที่มีความละเอียดที่สุด

 7. ใครเป็นผู้ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์แบบสะท้อนแสงขึ้น
 ก. ดาวินซี
 ข.กาลิเลโอ
 ค.ชารจ์แบบเบจ
 ง. เซอร์ไอแซก นิวตัน
  จ. แฮรินสัน ชมิต

8. กล้องโทรทรรศน์วิทยุคืออะไร                                         

 ก. กล้องที่ตรวจรับคลื่นวิทยุจากใต้พี้นดิน
 ข.กล้องที่ตรวจรับคลื่นวิทยุจากดวงดาว
 ค. กล้องที่ใช้ในการส่งสัญญาณ
 ง. กล้องที่ช่วยในการฟังเสียง
 จ.กล้องที่ใช้ฟังวิทยุ

 9.  คลื่นวิทยุเป็นคลื่นลักษณะใด

 ก.เป็นคลื่นเสียงในอากาศที่มีช่วงคลื่นยาว
 ข. เป็นคลื่นเสียงบนพื้นดินที่มีช่วงคลื่นสั้น
 ค. เป็นคลื่นเสียงใต้พื้นดินที่มีช่วงคลื่นยาว
 ง. เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีช่วงคลื่นสั้น
 จ. เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีช่วงคลื่นยาว

10.  กล้องโทรทรรศน์วิทยุใดที่ทำหน้าที่รับพลังงานในช่วงคลื่นรังสีเอ็กซ
  ก.  กล้องโทรทรรศน์อวกาศ
  ข.กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล
  ค.กล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา
  ง. กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปินเดิล
 จ.  กล้องโทรทรรศน์แฮร์ดิสัน

11. ข้อใดไม่ใช้ประโยชน์ของดาวเทียม
 ก. ใช้ในการสื่อสารและการวิจัย
 ข. ใช้ในการสำรวจทรัทยากรธรรมชาติ
 ค. ใช้ในการสำรวจสภาพอากาศ
 ง. ใช้ในการทำงานที่มีการลงทุนต่ำ
 จ.ใช้ในด้านการจารกรรมหรือสงคราม

12.  ดาวเทียมถูกส่งขึ้นไปโคจรรอบโลกโดยอาศัยวิธีใด
  ก. ใช้เครื่องบิน
 ข. ใช้จรวดนำวิถี
 ค. ใช้จรวดหรือยานขนส่งอวกาศ
 ง. ใช้เครื่องบินไอน้ำ
 จ. ใช้เฮริคอปเตอร์

13.  ดาวเทียมแบ่งตามระดับความสูงจากพื้นโลกเป็นกี่ระดับ
  ก. 6 ระดับ
  ข. 5 ระดับ
  ค. 4 ระดับ
  ง. 3 ระดับ
  จ. 2 ระดับ

14. โครงการใดที่ส่งยานอวกาศขึ้นไปโดยไม่มีมนุษย์

 ก. โครงการเรนเจอร์
 ข.โครงการเจมินี
 ค. โครงการอะพอลโล
 ง. โครงการสถานีอวกาศ
 จ. โครงการยานขนส่งอวกาศ

15.ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช้เทคโนโลยีอวกาศ
 ก.ดาวเทียม
 ข. เครื่องบิน
 ค. ยานอวกาศ
 ง.กล้องโทรทรรศน์
 จ.กล้องโทรทรรศน์วิทยุ

 

เฉลย 
1. d
2. e
3. b
4. e
5. b
6. a
7. d
8. b
9. e
10. c
11. d
12. c
13. d
14. a
15. b

อนุภาคมูลฐาน เลขมวล เลขอะตอม และสัญลักษณ์นิวเคลียร์

อนุภาคมูลฐาน เลขมวล เลขอะตอม และสัญลักษณ์นิวเคลียร์



1) อนุภาคมูลฐาน ประกอบด้วย อนุภาค 3 ชนิด นั้นก็คือ โปรตอน นิวตรอน และ อิเล็กตรอน
   มีสมบัติดังตาราง
 
 
2) เลขอะตอม เลขมวล สัญลักษณ์นิวเคลียร์
 
2.1 สัญลักษณ์นิวเคลียร์ คือ สัญลักษณ์ของธาตุที่เขียนแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับอนุภาคมูลฐานของอะตอม
 
2.2 เลขอะตอม (Z) แสดงจำนวนโปรตอนของธาตุ ซึ่งไม่ซ้ำกับธาตุอื่น

    เลขอะตอม = โปรตอน = อิเล็กตรอน
 

2.3 เลขมวล (A) คือ ผลรวมของจำนวนโปรตอน กับ นิวตรอน

    เลขมวล (A) =  p + n
 
 
3) ไอโซโทป ไอโซอิเล็กทรอนิก ไอโซโทน ไอโซบาร์
 
3.1 ไอโซโทป (Isotope) คือ อะตอมของธาตุเดียวกัน มีเลขอะตอม(โปรตอน) เท่ากัน
    แต่มีเลขมวลต่างกัน(นิวตรอนต่างกัน) หรือ มีตัวเลขตัวบนต่างกัน แต่เลขตัวล่างเหมือนกัน
    เช่น 166C , 136C , 146C
 
     การหามวลอะตอมเฉลี่ยนของธาตุที่มีหลายไอโซโทป
1. ใช้เครื่องมือแมสสเปกโทรมิเตอร์ (Mass Spectrometer) หรือ แมสสเปกโทรกราฟ
   (Mass Spectorgraph)
2. หามวลอะตอมเฉลี่ยจากสูตร
 
 
    มวลอะตอมเฉลี่ย = (% ในธรรมชาติ x เลขมวลหรือมวลไอโซโทป) / 100
 
    มวลอะตอมเฉลี่ย = (จำนวนส่วน x เลขมวลหรือมวลไอโซโทป) / ผลบวกของจำนวนส่วนทั้งหมด
 

 
Ex1) ธาตุ X มี 3 ไอโซโทป คือ 20X มี 40%  20.5X มี 25% ที่เหลือ เป็น 21X มวลอะตอม
     เฉลี่ยของ X เป็นเท่าใด
 
วิธีคิด  ธาตุ 21X มีปริมาณ = 100 - 40 -25 = 35%
      จากสูตร
         มวลอะตอมเฉลี่ย = (% ในธรรมชาติ x เลขมวลหรือมวลไอโซโทป) / 100

                      =(40x20) + (25x20.5) + (35x21) / 100
 
                      = 800 + 512.5 + 735 / 100

                      = 2047.5/100

                      = 20.475  
 
      ดังนั้น มวลอะตอมเฉลี่ยของธาตุ X = 20.475
 
 
Ex2) ธาตุ A มี 2 ไอโซโทป คือ 28A มี 3 ส่วน และ 28.5A มี 2 ส่วน มวลอะตอม
     เฉลี่ยของ A เป็นเท่าใด

วิธีคิด จากสูตร
 
 มวลอะตอมเฉลี่ย = (จำนวนส่วน x เลขมวลหรือมวลไอโซโทป) / ผลบวกของจำนวนส่วนทั้งหมด
 
              = (3x28) + (2x28.5)/(3+2)
 
              = 84-57/5

              = 28.2
 
ดังนั้น มวลอะตอมเฉลี่ยของธาตุ A = 28.2
 
 
 
3.2 ไอโซอิเล็กทรอนิก (Isoelectronic) หมายถึง ธาตุหรือไออนของธาตุที่มีจำนวนอิเล็กตรอน
    เท่ากัน เช่น S2- กับ Ar มีอิเล็กตรอนเท่ากับ 18
 
3.3 ไอโซโทน (Isotone) หมายถึง อะตอมของธาตุต่างชนิดกันมีนิวตรอนเท่ากัน แต่มีเลขอะตอม
    และเลขมวลต่างกัน คือ มีผลต่างของเลขมวลกับเลขอะตอม (เลขตัวบน - เลขตัวล่าง) เท่ากัน
    เช่น 136C กับ 147N
 
    ธาตุ C มี นิวตรอน = เลขมวล - เลขอะตอม = 13 - 6 = 7
    ธาตุ N มี นิวตรอน = เลขมวล - เลขอะตอม = 14 - 7 = 7
 
3.4 ไอโซบาร์ (Isobar) หมายถึง อะตอมของธาตุต่างชนิดกันมีเลขมวลเท่ากัน แต่เลขอะตอมต่างกัน
    (เลขตัวบนเท่ากัน แต่เลขตัวล่างต่างกัน เช่น 146C กับ 147N)

แบบทดสอบ อนุภาคมูลฐานของอะตอม เลขอะตอม เลขมวล และไอโซโทป


แบบทดสอบ อนุภาคมูลฐานของอะตอม เลขอะตอม เลขมวล และไอโซโทป

คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ข้อสอบแต่ละข้อสามารถคลิกคำตอบได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น

1.  ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง

    ก.  จำนวนโปรตอนเรียกว่าเลขอะตอม
    ข.  ผลรวมของโปรตอนและนิวตรอนเรียกว่าเลขมวล
    ค.  อะตอมของธาตุต่างชนิดกันจะมีเลขมวลเท่ากันได้เรียกว่า ไอโซโทป
    ง.  อะตอมของธาตุชนิดหนึ่งจะมีโปรตอนเฉพาะตัวไม่ซ้ำกับธาตุอื่น 

     

2. ข้อใดเขียนสัญลักษณ์นิวเคลียร์ได้ถูกต้อง
    ก.  
    ข.  
    ค.  
    ง.  
     
3. จากสัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุ    ข้อใดถูกต้อง
    ก.  p=13  ,  e=13  ,  n=13
    ข.  p=14  ,  e=14  ,  n=13
    ค.  P=13  ,  e=13  ,  n=14
    ง.  P=14  ,  e=14  ,  n=13
     
4. ธุาตุ X  มี 80  อิเล็กตรอนและ 130  นิวตรอน  ข้อใดเขียนสัญลักษณ์นิวเคลียร์ถูกต้อง
    ก.  
    ข.  
    ค.  
    ง.   

 

5. ข้อใดคือไอโซโทปของไฮโดรเจน

    ก.  โปรเทียม  ,  ดิวทีเรียม  ,  ไตรเลียม
    ข.  โปรเทียม  ,  ดิวทีเรียม  ,  ทริเทียม
    ค.  โปรเทียม  ,  ดิวเรียม  ,  ไตรเลียม
    ง.  
    ดิวทีเรียม  ,  ทริเทียม  ,  ไทเทเนียม
     

6. ข้อใดคือไอโซโทป

    ก.  ธาตุชนิดเดียวกันมีนิวตรอนต่างกัน
    ข.  ธาตุต่างชนิดมีนิวตรอนเท่ากัน
    ค.  ธาตุต่างชนิดมีเลขมวลเท่ากัน
    ง.  
    ธาตุชนิดเดียวกันมีเลขมวลเท่ากัน
     
7. สิ่งใดแสดงว่าธาตุหนึ่งแตกต่างจากธาตุหนึ่ง
    ก.  จำนวนนิวตรอน
    ข.  จำนวนนิวเคลียส
    ค.  จำนวนอิเล็กตรอน
    ง.  
    จำนวนโปรตอน
     
8. จาก  2+  ข้อใดถูกต้อง
    ก.  p 10  ,  n 12  ,  e 12
    ข.  p 12  ,  n 12  ,  e 12
    ค.  p 12  ,  n 12  ,  e 10
    ง.  p 10  ,  n 10  ,  e 12
     
9. ข้อใดคือไอโซโทน

    ก.    ,  
    ข.    ,  
    ค.    ,  
    ง.  
      ,  
     

10. ข้อใดคือไอโซบาร์

    ก.    ,  
    ข.
        ,  
    ค.
        ,  
    ง.
       ,